ห้ามวัดหรือพระภิกษุเรี่ยไรเงินโดยไม่ได้รับอนุญาต
ข้อห้ามสำคัญ: ตามคำสั่งมหาเถรสมาคม เรื่องควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ. 2539 ข้อ 5 ได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า “ห้ามมิให้วัดหรือพระภิกษุสามเณรทำการเรี่ยไร หรือมอบหมายหรือยินยอมให้ผู้อื่นทำการเรี่ยไร ทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม เพื่อประโยชน์แก่วัดหรือพระศาสนา หรือเพื่อประโยชน์อย่างอื่นใดแก่ตนหรือผู้อื่น เว้นแต่ในกรณีที่กำหนดไว้ในคำสั่งมหาเถรสมาคมนี้” ***กล่าวคือ วัดและพระภิกษุ ไม่มีสิทธิเพียงลำพังที่จะออกเรี่ยไรเงิน ไม่ว่าทำด้วยตนเองหรือให้คนอื่นทำแทน หากไม่ได้รับอนุญาตตามที่กฎหมายและคำสั่งกำหนดไว้
อำนาจตามมาตรา 15 ตรี: สาเหตุที่มหาเถรสมาคมมีอำนาจออกคำสั่งนี้ได้ ก็เนื่องจากพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 (แก้ไขเพิ่มเติมโดยฉบับที่ 2 พ.ศ. 2535) มาตรา 15 ตรี ได้ให้อำนาจหน้าที่แก่มหาเถรสมาคมในการปกครองและรักษาความเรียบร้อยของคณะสงฆ์ รวมถึงการออกกฎ ระเบียบ หรือคำสั่งต่าง ๆ เพื่อควบคุมดูแลกิจการของสงฆ์โดยไม่ขัดต่อกฎหมาย ** คำสั่งควบคุมการเรี่ยไรปี 2539 นี้จึงออกตามอำนาจของมาตรา 15 ตรี ดังกล่าวโดยตรง ซึ่งถือเป็นกฎเกณฑ์ที่พระภิกษุทุกรูปและวัดทุกแห่งต้องปฏิบัติตาม
ข้อยกเว้น: คำสั่งมหาเถรสมาคมฯ ฉบับนี้ยังได้ระบุข้อยกเว้นบางกรณีที่การเรี่ยไรสามารถทำได้โดยไม่ต้องขออนุญาต เช่น (1) การเรี่ยไรในทางการคณะสงฆ์ภายในกันเอง หรือ (2) กรณีที่มหาเถรสมาคมอนุมัติเฉพาะเรื่องเป็นพิเศษ ** นอกเหนือจากสองกรณีนี้ ไม่ว่าจะอ้างเหตุผลใดๆ การเรี่ยไรเงินต่อสาธารณะเพื่อประโยชน์ของวัด พระสงฆ์ หรือบุคคลอื่น ต้องได้รับอนุญาตก่อนทุกครั้ง หากฝ่าฝืนถือว่าผิดกฎของคณะสงฆ์ทันที
ขั้นตอนการขออนุญาตเรี่ยไรตามกฎมหาเถรสมาคม
เมื่อวัดหรือพระมีความจำเป็นจะจัดเรี่ยไร (เช่น ระดมทุนบูรณะวัดหรือสร้างถาวรวัตถุ) จะต้องดำเนินการขออนุญาตตามขั้นตอนที่กำหนด โดยสรุปดังนี้:
1. การขออนุญาตภายในจังหวัด: เจ้าอาวาสจะต้องทำรายงานขออนุมัติการเรี่ยไรตามลำดับชั้นผู้บังคับบัญชาในคณะสงฆ์ จนถึงเจ้าคณะอำเภอ เจ้าสังกัดของตนก่อน หากเจ้าคณะอำเภอเห็นชอบ ให้เสนอต่อคณะกรรมการควบคุมการเรี่ยไรส่วนจังหวัด (ซึ่งมีเจ้าคณะจังหวัดเป็นประธาน) เพื่อพิจารณาอนุมัติ ** การเรี่ยไรที่ได้รับอนุมัติระดับจังหวัดนี้ทำได้เฉพาะ ภายในเขตจังหวัดตนเอง เท่านั้น
2. การขออนุญาตข้ามจังหวัด: หากประสงค์จะไปเรี่ยไร นอกเขตจังหวัดของตน หลังจากได้รับอนุมัติในจังหวัดตนเองแล้ว จะต้องทำเรื่อง ขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการควบคุมการเรี่ยไรของจังหวัดปลายทาง ที่จะไปเรี่ยไรเพิ่มเติม โดยดำเนินการผ่านสำนักงานเจ้าคณะจังหวัดของตนเป็นผู้ประสาน ** ทั้งนี้ก็เพื่อให้คณะสงฆ์จังหวัดปลายทางรับทราบและยินยอม
3. การขออนุญาตทั่วประเทศ: ในกรณีที่จะเรี่ยไร ครอบคลุมหลายภูมิภาคหรือต้องการเรี่ยไรทั่วประเทศ เจ้าอาวาสต้องเสนอลำดับชั้นขึ้นไปจนถึง เจ้าคณะภาค ของตน หากเจ้าคณะภาคเห็นชอบ ให้เสนอต่อคณะกรรมการควบคุมการเรี่ยไรส่วนกลาง (ซึ่งมีสมเด็จพระสังฆราชแต่งตั้งตามมติมหาเถรสมาคม) ผ่านสำนักงานเลขาธิการมหาเถรสมาคม เพื่อขออนุมัติขั้นสุดท้าย **
4. ข้อมูลที่ต้องระบุ: ใน รายงานคำขออนุมัติการเรี่ยไร ที่เสนอไปตามขั้นตอนข้างต้น ต้องระบุรายละเอียด เช่น โครงการหรือถาวรวัตถุที่จะดำเนินการ, จำนวนเงินหรือทรัพย์สินที่ประสงค์จะเรี่ยไร, ระยะเวลาที่จะเรี่ยไร, และ ข้อความคำโฆษณาชักชวนที่จะใช้ **เพื่อให้คณะกรรมการพิจารณาอย่างโปร่งใสและรอบคอบ
5. การขอใบอนุญาตตามกฎหมายบ้านเมือง: หลังจากได้รับ อนุมัติจากคณะกรรมการสงฆ์ (ไม่ว่าจะระดับจังหวัดหรือส่วนกลาง) แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือต้องไปขอใบอนุญาตตามกฎหมายของบ้านเมือง ที่เกี่ยวกับการเรี่ยไรด้วย ** ปัจจุบันกฎหมายที่ว่านี้คือ พระราชบัญญัติควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ. 2487 ซึ่งกำหนดว่าการเรี่ยไรใดๆ ต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการควบคุมการเรี่ยไร (ฝ่ายพลเรือน) หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบเสียก่อน ไม่เช่นนั้นจะมีความผิดตามกฎหมายนี้ (ต้องโทษปรับไม่เกิน 200 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 17 ของ พ.ร.บ. ควบคุมการเรี่ยไรฯ) ** แม้โทษตามกฎหมายดังกล่าวจะไม่สูง แต่นี่คือมาตรการป้องกันการเรี่ยไรที่ไม่ได้รับอนุญาตในภาพรวมของบ้านเมือง
6. วิธีการเรี่ยไรที่ถูกต้อง: เมื่อได้รับใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ห้ามมิให้พระภิกษุหรือสามเณรออกเดินเรี่ยไรด้วยตนเอง ตามคำสั่งมหาเถรสมาคมฯ ข้อ 8(3) ** โดยให้ปฏิบัติตามวิธีการที่กำหนดไว้ในกฎหมายควบคุมการเรี่ยไรทุกประการ (เช่น อาจต้องใช้วิธีตั้งกล่องรับบริจาคประจำที่ หรือวิธีอื่นที่ไม่เป็นการรบกวนประชาชนเกินควร) ทั้งนี้เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยและป้องกันภาพลักษณ์ที่ไม่เหมาะสมของสงฆ์
7. การรายงานผลการเรี่ยไร: เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาการเรี่ยไรที่ได้รับอนุญาตแล้ว วัดจะต้องรายงานบัญชีรายรับ-รายจ่าย และทรัพย์สินที่เรี่ยไรได้ ตามลำดับชั้นผู้บังคับบัญชา จนถึงคณะกรรมการที่อนุญาต โดยส่งรายงานผ่านสำนักงานเจ้าคณะจังหวัดหรือสำนักงานเลขาธิการมหาเถรสมาคม แล้วแต่กรณี ** และเมื่อใช้จ่ายเงินหรือทรัพย์สินที่เรี่ยไรมาในโครงการนั้นจนเสร็จสิ้นแล้ว ก็ต้องจัดทำรายงานปิดโครงการตามลำดับเช่นเดียวกัน นี่เป็นการสร้างความโปร่งใสและตรวจสอบได้ในกิจการเงินทองของวัด
อ้างช่วยผู้ป่วย/รักษาโรคระดมทุนโดยไม่มีใบอนุญาต – ผิดอย่างไร?
ไม่มีข้อยกเว้นสำหรับ “เจตนาดี” หากไม่ปฏิบัติตามกฎ: การที่พระหรือวัดจะอ้างว่าต้องการเรี่ยไรเงิน เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ หรือเพื่อรักษาโรคร้ายแรง เป็นเจตนาที่ดูเหมือนเป็นกุศล แต่ตามกฎหมาย ก็ไม่ได้ยกเว้นให้ หากไม่มีการขออนุญาตอย่างถูกต้อง การเรี่ยไรเช่นนั้นยังคง “ผิด” อยู่ดีทั้งในแง่กฎหมายสงฆ์และกฎหมายบ้านเมือง เพราะคำสั่งมหาเถรสมาคมฯ ได้ห้ามการเรี่ยไร “เพื่อประโยชน์อย่างอื่นใดแก่ตนหรือผู้อื่น” โดยไม่ได้รับอนุญาตไว้แล้ว ** หมายความว่า แม้เหตุผลจะเป็นการกุศลเพื่อผู้อื่น (ผู้ป่วย) แต่ถ้าไม่ได้ผ่านการอนุมัติและไม่มีใบอนุญาต ก็ถือว่าขัดต่อระเบียบอย่างชัดเจน
บทลงโทษทางวินัยสงฆ์และโทษทางอาญาหากฝ่าฝืน
มาตรการทางสงฆ์ (ทางปกครองของคณะสงฆ์): คำสั่งมหาเถรสมาคม ปี 2539 ข้อ 9 ได้วางระเบียบวินัยไว้สำหรับพระภิกษุหรือสามเณรที่ฝ่าฝืน ดังนี้:
• กรณีพระภิกษุสามเณรทั่วไป (ไม่ใช่พระสังฆาธิการ): เมื่อเจ้าอาวาสทราบว่าพระรูปใดในสังกัดกระทำผิด (เช่น เรี่ยไรโดยไม่ได้รับอนุญาต) เจ้าอาวาสต้องสั่งให้พระรูปนั้นออกจากวัด ทันที ** การถูกให้ออกจากวัดถือเป็นบทลงโทษทางวินัยอย่างหนึ่ง (เปรียบเสมือนการถูกขับออกจากสังกัดนั้น) และหากพระรูปนั้น ไม่ยอมออกจากวัด ก็จะถือว่า “ขัดคำสั่งของเจ้าพนักงาน” ตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 วัน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (ตามมาตรา 368) ** ในกรณีเช่นนี้ เจ้าอาวาสสามารถร้องขอกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือบ้านเมืองให้มาช่วยดำเนินการได้ และต้องบันทึกเหตุผลการให้ออกจากวัดลงใน หนังสือสุทธิ (ใบสุทธิเข้าประจำตัวพระ) ของพระรูปนั้นด้วย ** เพื่อเป็นหลักฐานต่อไป
• กรณีผู้กระทำผิดเป็นพระสังฆาธิการ (เช่น เป็นเจ้าอาวาสเองหรือเจ้าคณะระดับต่างๆ): ให้เจ้าคณะผู้บังคับบัญชาของพระรูปนั้นเป็นผู้พิจารณาลงโทษฐาน “ละเมิดจริยาพระสังฆาธิการ” ตามความร้ายแรงของกรณี  ซึ่งโทษทางปกครองที่เป็นไปได้มีได้หลายรูปแบบ เช่น ตักเตือน ภาคทัณฑ์ หรืออาจถึงขั้นให้สละสมณเพศ (สึก) ในกรณีร้ายแรง ทั้งนี้หากการกระทำความผิดเกิดขึ้นนอกเขตพื้นที่สังกัดของพระรูปนั้น เจ้าคณะในเขตพื้นที่ที่เกิดเหตุจะต้องแจ้งให้เจ้าคณะต้นสังกัดทราบและดำเนินการลงโทษตามลำดับขั้นต่อไป **
• ความผิดซ้ำซ้อนทางอาญา: ข้อที่ 9(2.3) ของคำสั่งฯ ระบุไว้ด้วยว่า หากการฝ่าฝืนคำสั่งมหาเถรสมาคมนั้น เป็นความผิดทางอาญาด้วย (เช่น มีการฉ้อโกงประชาชนหรือการปลอมแปลงเอกสารเกิดขึ้นควบคู่) ผู้กระทำก็ย่อมต้องรับโทษตามกฎหมายบ้านเมือง เพิ่มต่างหาก จากโทษทางสงฆ์ที่ได้รับไปแล้ว 
โทษทางอาญา (กฎหมายบ้านเมือง): นอกจากโทษเล็กน้อยตาม พ.ร.บ.ควบคุมการเรี่ยไรฯ (ปรับไม่เกิน 200 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 เดือน ดังกล่าว) ซึ่งอาจไม่รุนแรงมาก ยังมีบทบัญญัติกฎหมายอื่นที่สามารถเอาผิดผู้กระทำการเรี่ยไรผิดกฎหมายได้ในสถานการณ์ที่ร้ายแรงหรือทุจริตมากขึ้น เช่น:
• ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน: หากพระหรือผู้เกี่ยวข้องได้หลอกลวงประชาชนให้บริจาคเงินโดยแอบอ้างว่าจะนำไปทำบุญหรือช่วยเหลือผู้ป่วย แต่เจตนาไม่ได้ทำตามที่กล่าว หรือมีพฤติการณ์ปกปิดความจริง ก็อาจเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา (มาตรา 343) ซึ่งมีโทษหนักกว่าปกติ (จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ) เนื่องจากเป็นการหลอกลวงประชาชนเป็นจำนวนมาก
• ความผิดฐานปลอมแปลงเอกสารราชการ: กรณีที่ร้ายแรงมากที่พบในบางครั้งคือ การปลอมใบอนุญาตเรี่ยไร หรือปลอมหนังสือทางราชการเพื่อเสริมความน่าเชื่อถือในการเรี่ยไร เช่น ทำหนังสืออนุญาตเรี่ยไรปลอมขึ้นมาแสดงต่อชาวบ้าน การกระทำเช่นนี้เข้าข่าย ปลอมเอกสารราชการ ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 มีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 10,000 ถึง 100,000 บาท **ย้ำว่าโทษนี้เป็นโทษอาญาร้ายแรงที่เพิ่มเติมจากโทษทางคณะสงฆ์ที่ผู้กระทำต้องได้รับอยู่แล้ว
• กรณีอื่น ๆ: หากมีการใช้พฤติการณ์ผิดกฎหมายอื่น ๆ เช่น การปลอมลายเซ็นเจ้าอาวาส, การใช้ตราประทับปลอม, หรือการร่วมมือกับฆราวาสเพื่อเรี่ยไรเกินขอบเขตใบอนุญาต แต่ละกรณีอาจเข้าข่ายความผิดต่าง ๆ ตามประมวลกฎหมายอาญาที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือพนักงานอัยการจะพิจารณาดำเนินคดีเป็นเรื่อง ๆ ไป